ความจริงในมุมมองที่แตกต่าง

ศาลฎีกาสั่งคุก 5 โจรใต้เบอร์ซาตู

549

ศาลฎีกา พิพากษาคดี 5 คนร้ายขบวนการเบอร์ซาตู ก่อการร้าย ฆ่าคนตาย และข่มขู่หวังแบ่งแยกดินแดนเป็น รัฐปัตตานี สั่งจำคุกจำเลย 5 คน ตลอดชีวิต จำเลย 1, 4 จำนวน 33 ปี ส่วนจำเลย 2, 3 จำนวน 13 ปี

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 ธ.ค.2558 ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีก่อการร้าย ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง นายมุสตอปา เจ๊ะยะ, นายอิลยาส หรืออิสยาส มันหวัง, นายอุสมาน ปะชี, นายยูไล โสะปนแอ และนายมะอาซี บุญพล ทั้งหมดเป็นสมาชิกขบวนการเบอร์ซาตู ในกลุ่มบีอาร์เอ็น คอร์ดิเนต ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-5 ตามลำดับ ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และร่วมกันก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1

คดีนี้อัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดสรุปว่า เมื่อระหว่างเดือน พ.ย. 2529 – ธ.ค.2547 จำเลยทั้งหมดร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายและก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆ ในเขตพื้นที่ จ.ปัตตานี เพื่อแบ่งแยกดินแดน โดยสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน มุ่งหมายเพื่อบังคับ ขู่เข็ญรัฐบาลไทย ให้ยินยอมแบ่งแยกดินแดน จ.ปัตตานี จ.ยะลา จ.นราธิวาส และบางส่วนของ จ.สงขลา ออกจากราชอาณาจักร เพื่อสถาปนาเป็นรัฐอิสระปกครองตนเอง เรียกว่า รัฐปัตตานี หรือรัฐปัตตานีดารุสสาลาม

โดยเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2547 ทั้ง 5 คน ร่วมกันวางแผนยิง ด.ต.โมหามัด เบญญากาจ ถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เหตุเกิดที่ ต.บานา ต.สะบารัง ต.ตะลุโบะ อ.เมืองปัตตานี ต่อมาเจ้าหน้าที่ตรวจยึดโทรศัพท์มือถือและซิมการ์ดที่ใช้ติดต่อสื่อสารไว้เป็นของกลางได้

ชั้นจับกุมจำเลยที่ 1-4 ให้การรับสารภาพ แต่ปฏิเสธสู้คดีในชั้นศาลเช่นเดียวกับจำเลยที่ 5 ที่ต่อสู้คดีมาโดยตลอด คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดที่ยืนยันบ่งชี้ให้ชัดเจนว่าใครเป็นคนร้ายยิงผู้ตาย มีเพียงคำรับสารภาพของจำเลยทั้ง 5 ที่เขียนด้วยลายมือ แม้โจทก์จะมี นายชาลี กระแสร์ ทนายความ ยืนยันว่าจำเลยให้การด้วยความสมัครใจไม่มีการข่มขู่ก็ตาม

แต่ในชั้นพิจารณา จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธอ้างว่า รับสารภาพชั้นสอบสวนโดยไม่สมัครใจ และเมื่อพิจารณาระยะเวลาในช่วงการสอบสวนจำเลยหลายชั่วโมง และเป็นเวลากลางคืน ย่อมทำให้จำเลยเกิดความเครียด และไม่อยู่ในวิสัยของปุถุชนจะให้การได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งเจ้าพนักงานไม่สามารถตรวจยึดอาวุธปืน หรือมีประจักษ์พยานเห็นคนร้ายลงมือยิงผู้ตาย หรือมีพยานหลักฐาน มั่นคง มีน้ำหนักน่าเชื่อถือว่า พวกจำเลยกระทำผิด พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนยกฟ้องตามศาลชั้นต้น อัยการโจทก์ยื่นขออนุญาตฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหมดตามความผิดด้วย

ศาลฎีกา ประชุมตรวจสำนวนปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่าพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนาย เบิกความรับฟังข้อเท็จจริงว่า ได้ร่วมกันตรวจสอบข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือและซิมการ์ดที่ยึดได้จากเหตุการณ์ระเบิดรถจักรยานยนต์ใน จ.ปัตตานี และเหตุการณ์ยิงเจ้าหน้าที่เสียชีวิต เมื่อปี 2547 จึงทราบว่า พวกจำเลยใช้โทรศัพท์ติดต่อสื่อสารกัน จนเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามพฤติกรรมพวกจำเลยนานเดือนเศษ ประกอบกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และ 4 ในบันทึกข้อเท็จจริง ว่า มีหน้าที่คอยเฝ้าดู ผู้ตายซึ่งทำงานอยู่ศาลากลางจังหวัดปัตตานี เพื่อรายงานให้ผู้กระทำความผิดรายอื่นๆ ทราบ โดยจำเลยที่ 5 เป็นผู้ชักชวนให้มาร่วมกระทำผิด หลังยิงผู้ตาย จำเลยที่ 5 ยังโทรศัพท์มาแจ้งว่าเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว โดยคำรับสารภาพของจำเลยเป็นไปด้วยความสมัครใจ ไม่ได้ถูกบังคับ เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวมีญาติและทนายความมาสังเกตการณ์อยู่ด้วย พยานหลักฐานทั้งหมดจึงรับฟังได้ มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ

ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนให้ยกฟ้องพวกจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1, 4 และ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ฆ่าผู้อื่น และสนับสนุนการก่อการร้ายให้จำคุกจำเลยทั้ง 3 ไว้ตลอดชีวิต คำให้การของจำเลยที่ 1 และ 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาบ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 4 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และ 4 ไว้คนละ 33 ปี 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 5 คงจำคุกไว้ตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 2 และ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้าย จำคุกคนละ 20 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และ 3 ไว้คนละ 13 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

นายกิจจา ฮาลีอิสเฮาะ ทนายความจากชมรมนักกฎหมายมุสลิม เปิดเผยว่า ถือว่าคดีถึงที่สุดแล้ว ก็คงจะกลับไปประชุมกับทีมทนายความ ว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง ขอตั้งข้อสังเกตว่าในคดีอุ้ม นายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ที่หายตัวไปนั้น หลักฐานในคดีเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์ติดต่อ ไม่ค่อยมีน้ำหนักให้รับฟังในชั้นศาล ซึ่งต่างไปจากคดีนี้ แต่ก็เคารพคำพิพากษาของศาล.