ความจริงในมุมมองที่แตกต่าง

(มุมมองที่น่าสนใจจากเจ้าชายผู้ต่อต้านราชวงศ์ซะอู๊ด) : เบื้องหลังของราชวงศ์ซะอู๊ดและชีอะฮฺ

3,114

เจ้าชายผู้ต่อต้านราชวงศ์ซะอู๊ด จากคำพูดต่างๆ ของเขาในกรุงปารีสได้เปิดเผยว่า “หน่วยสืบราชการลับของรัฐบาลซาอุดีอาระเบียมีแผนกหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “ชุอ์บะฮ์ อัรร่อวาฟิฎ” (ชาววะฮ์ฮาบีจะเรียกชาวชีอะฮ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอิหร่านว่าเป็น “รอฟิเฏาะฮ์” (พวกนอกรีด) และด้วยข้ออ้างดังกล่าวนี้เองพวกเขาจึงถือว่าชาวชีอะฮ์เป็นกาฟิร (ผู้ปฏิเสธอิสลาม) และถือว่าเลือดของพวกเขาเป็นที่อนุมัติ แผนกนี้จะปฏิบัติงานอย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งงบประมาณในการสนับสนุนของแผนกนี้ เท่ากับงบประมาณของประเทศอาหรับถึง 3 ประเทศ”

ตัสนีมรายงานว่า “เตอรกี บินบันดาร บินมุฮัมมัด บินอับดุลเราะห์มาน อาลิซะอูด” หนึ่งในเจ้าชายที่ต่อต้านระบอบการปกครองของราชวงศ์ซะอู๊ด ได้กล่าวในที่ประชุมประจำสัปดาห์ในกรุงปารีสว่า “ชุอ์บะฮ์ อัรร่อวาฟิฎ” คือแผนกหนึ่งในหน่วยสืบราชการลับของซาอุดิอาระเบีย ซึ่งงบประมาณที่จัดสรรให้กับแผนกนี้เท่ากับงบประมาณของประเทศอาหรับสามประเทศ คือ ตูนิเซีย จอร์แดนและเยเมน

เจ้าชายที่ต่อต้านราชวงศ์ซะอูด ผู้นี้พำนักอยู่ในกรุงปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส จากคำพูดในที่ประชุมปรึกษาหารือประจำสัปดาห์ ซึ่งจะขึ้นในทุกสัปดาห์ในสถานที่พำนักของเขา โดยมีกลุ่มปัญญาชนชาวอาหรับชั้นแนวหน้า อย่างเช่นนักเคลื่อนไหวทางด้านสื่อและบรรดานักการเมืองนั้น เขากล่าวว่า “มุสลิมชาวชีอะฮ์นั้นดีกว่ามุสลิมชาวซะละฟีย์ เนื่องจากชาวชีอะฮ์จะแสวงหาความใกล้ชิดต่อพระเจ้าด้วยการไปซิยารัต (อิมาม) ฮุเซน (อ) ในขณะที่มุสลิมชาวซะละฟีย์นั้นจะฆ่ามุสลิมชาวชีอะฮ์ แม้พวกเขาจะกล่าวอ้างว่า กระทำสิ่งนี้เพื่อแสวงหาความใกล้ชิดต่อพระเจ้า แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขากระทำสิ่งนี้ (การสังหารชาวชีอะฮ์) เพื่อแสวงหาความใกล้ชิดต่อชัยฏอน (ซาตาน)”

เจ้าชายเตอรกี กล่าวเสริมว่า “มุสลิมชาวชีอะฮ์ไม่ได้กระทำสิ่งที่ต้องห้าม (ฮะรอม) แต่ชาวซะละฟีย์จะกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายที่อิสลามได้ห้ามมัน นั่นคือการสังหารมนุษย์”

ตามรายงานของเว็บไซต์ข่าว “อัลมะซัลละฮ์” ส่วนใหญ่ของผู้เข้าร่วมในที่ประชุมนี้มีความเห็นตรงกับมุมมองของเจ้าชายเตอรกี บินบันดาร ชาวซะละฟีย์ไม่มีสิทธิ์ที่จะสังหารชาวชีอะฮ์ที่ปฏิบัติตามอะฮ์ลุลบัยตฺ(อ)

เจ้าชายซาอุฯ กล่าวย้ำว่า “ผมเองถูกกล่าวหาว่าเป็นการฟิร (ผู้ปฏิเสธอิสลาม) โดยบรรดานักวิชาการที่ชั่วร้ายของซาอุดิอาระเบีย ด้วยข้ออ้างที่ว่า ผมวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ และต่อต้านอำนาจการปกครองของพระองค์ ในขณะที่สิ่งนี้คือสิทธิส่วนบุคคลของมนุษย์

เตอรกี บินบันดาร ได้กล่าวเสริมต่อไปอีกว่า “เมื่อก่อนผมเคยได้ยินว่าชีอะฮ์เป็นกาฟิร (ผู้ปฏิเสธอิสลาม) เนื่องจากไม่ยอมรับการเป็นค่อลีฟะฮ์ (ผู้ปกครอง) ของอบูบักร์ อุมัรและอุสมาน แต่วันนี้เป็นที่พิสูจน์แล้วสำหรับผมว่า ใครก็ตามที่ไม่ยอมรับผู้ปกครองทางการเมือง เขาจะถูกตักฟีร (กล่าวหาว่าเป็นผู้ปฏิเสธอิสลาม) โดยนักวิชาการที่มีพฤติกรรมชั่วร้ายที่รายล้อมอยู่รอบตัวของผู้ปกครอง (อุละมาอ์ในราชสำนัก)”

เขากล่าวว่า “เนื่องจากว่าอบูบักร อุมัรและอุสมานนั้นเป็นผู้ปกครองทางการเมือง ดังนั้นเป็นสิทธิของพลเมืองทุกคนที่จะปฏิเสธพวกเขา และนี่คือประชาธิปไตย และจากจุดนี้เองคำว่า “ร่อวาฟิฎ” (พหูพจน์ของคำว่า รอฟิเฎาะฮ์) จึงถูกใช้กับผู้ที่ไม่ยอมรับอำนาจการปกครองของอบูบักร อุมัรและอุสมาน และปัจจุบันนี้ก็ถูกใช้กับผู้ที่ต่อต้าน และในประเด็นนี้ (การปฏิเสธอบูบักร อุมัรและอุสมาน) ไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม (ฮะรอม) และไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด”

เตอรกี บินบันดาร ได้ชี้ถึงช่วงเวลาของการรับผิดชอบหน้าที่ของตนในรัฐบาลของซาอุดิอาระเบีย โดยกล่าวว่า

“ในช่วงที่ผมเป็นเจ้าหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยและทำหน้าที่อยู่ในหน่วยข่าวกรองของซาอุดีอาระเบียเป็นเวลาหนึ่งปีเต็มนั้น เป็นครั้งแรกที่ประเด็นหนึ่งได้ถูกเปิดเผยแก่ผม นั่นก็คือ มีแผนกพิเศษแผนกหนึ่งหนึ่งที่ชื่อว่า “ชุอ์บะฮ์ อัรร่อวาฟิฎ” (แผนกที่เกี่ยวกับเรื่องของชีอะฮ์) อยู่ในหน่วยข่าวกรอง ซึ่งงบประมาณในการสนับสนุนนั้น เท่ากับงบประมาณของสามประเทศรวมกัน คือตูนิเซีย จอร์แดนและเยเมน”

เขาเสริมว่า “ส่วนหนึ่งจากกิจกรรมและภารกิจของแผนกนี้ คือการดำเนินโครงการและแผนสมคบคิดต่างๆ ในการต่อต้านชีอะฮ์ การสร้างความเสียหายต่อเกียรติและการทำลายภาพลักษณ์ของพวกเขา โดยผ่านการพิมพ์หนังสือต่างๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องมดเท็จและการโกหกหลอกลวง ซึ่งหนังสือเหล่านี้จะถูกแจกจ่ายในช่วงเทศกาลฮัจญ์ และในหนังสือเหล่านี้จะมีการสนับสนุนให้เข่นฆ่าชาวชีอะฮ์อยู่ด้วย”

เจ้าชายเตอรกี บินบันดาร กล่าวในตอนท้ายว่า “เร็วๆ นี้ผมจะได้รับสัญชาติฝรั่งเศส และหลังจากนั้นผมจะลงสมัครเป็นผู้แทนในรัฐสภาของประเทศนี้ เนื่องจากประเทศซาอุดิอาระเบียนั้นเป็นประเทศที่หล้าหลัง และยังใช้ชีวิตอยู่ในยุคหินที่มีกลุ่มพวกพ้องทำการปกครองอยู่ ซึ่งพวกเขาจะดื่มสุรากันตลอด 24 ชั่วโมง ยกเว้นเฉพาะเวลานมาซประจำวันห้าเวลาเท่านั้น และพวกเขาจะทำการปล้นสะดมทรัพย์สินของประชาชน และนำมันไปแจกจ่ายให้กับบรรดานักเต้นรำ หรือบางทีก็นำไปจ่ายให้กับพวกที่ตัดหัวคน (สนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย)”

tasnimnews